ร่าง MOU อยู่ระหว่างตรวจสอบทางกฎหมาย
กรุงเทพมหานคร (กทม.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อยู่ระหว่างดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ รฟม. ดูแล ภายใต้แนวคิดบริหารระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแบบบูรณาการ โดยร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสองหน่วยงานผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและคณะกรรมการกำกับแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุด
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า หลังสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจและให้ความเห็นชอบแล้ว กทม. กับ รฟม. จะลงนามในร่าง MOU ต่อไป กำหนดการที่วางไว้คือให้ รฟม. รับสิทธิบริหารโครงการในเดือนมกราคม 2570
เปลี่ยนผู้รับรายได้และภาระเดินรถ
เมื่อ รฟม. รับสิทธิบริหารแล้ว หน่วยงานจะรับรายได้ของโครงการ และรับภาระที่ กทม. เคยต้องจ่ายให้การเดินรถตามสัญญา การโอนทรัพย์สินจะใช้การของบประมาณจากภาครัฐเพื่อชดเชยและจัดการภาระทางการเงินที่ต้องจ่ายแก่ กทม. โดยอ้างอิงตัวเลขจากงบการเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรับรอง
สำหรับส่วนต่อขยายสายสีเขียวระยะที่ 1 และ 2 ซึ่ง กทม. รับผิดชอบทั้งรายได้และรายจ่ายนั้น รายได้ยังต่ำกว่าต้นทุนการเดินรถ กทม. จึงต้องใช้งบประมาณอุดหนุนเฉลี่ยมากกว่า 400 ล้านบาทถึงเกือบ 500 ล้านบาทต่อเดือน หรือคาดราว 5,700 ล้านบาทในปีนี้ และจำนวนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
เป้าหมายต่อค่าโดยสารและการต่อรถ
รูปแบบใหม่วางให้ รฟม. เป็นหน่วยงานหลักของระบบรถไฟฟ้าเมือง เพื่อขับเคลื่อนการบริหารแบบผู้ดำเนินการรายเดียว ผลที่คาดหวังต่อผู้โดยสารมี 3 ด้าน ได้แก่
- ภาครัฐสามารถกำหนดโครงสร้างค่าโดยสารได้เอง โดยเป้าหมายที่ระบุไว้คือค่าโดยสาร 17–45 บาทต่อเที่ยว
- ผู้โดยสารจะไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อเปลี่ยนสาย ช่วยแก้ปัญหาต้นทุนการเดินทางจากการต่อระบบ
- การโอนจะสนับสนุนนโยบายตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม เพื่อให้การเดินทางข้ามสายสะดวกขึ้น
หากการโอนเป็นไปตามขั้นตอน กทม. จะพ้นภาระอุดหนุนส่วนขาดทุนของสายสีเขียว และสามารถนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และบริการสาธารณะอื่นของคนกรุงเทพฯ

ความคิดเห็น